มีปริศนาทางยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งที่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ จำเป็นต้องนำมาคิดทบทวนอยู่เสมอ นั่นคือ "หากค่าใช้จ่ายบานปลายจนไม่คุ้มค่า" ที่เราจะได้รับในระยะยาว เราจะยอมเสียเวลาและทรัพยากรไปเพื่ออะไร?
ประโยคนี้อาจดูเหมือนเข้าใจได้ง่ายในทางทฤษฎี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงในภาคธุรกิจกลับทำได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรของคุณเกิดความผูกพัน กับสถานที่ตั้งเดิม ข้อตกลงตามสัญญา หรือ สิ่งที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ" ที่เราคิดว่าตนเองเป็นรองและไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินใหม่
อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบินโลว์คอสต์ สัญชาติไอร์แลนด์อย่างสายการบิน Ryanair ได้สร้างปรากฏการณ์เพื่อพิสูจน์ให้ผู้ประกอบการทั่วโลกเห็นว่า ไม่มีคู่ค้ารายใหญ่หรือสนามบินแห่งใดในโลก ที่จะ "มีความสำคัญมากเกินไป" จนทำให้บริษัทที่มีการควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด ต้องยอมจำนนและแบกรับภาระต้นทุนที่ไม่สมเหตุสมผล
ในช่วงที่ผ่านมาของปี 2026 นี้ ทาง Ryanair ได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่สร้างความสั่นสะเทือนว่า พวกเขากำลังจะทำการปิดฐานปฏิบัติการบิน จำนวน 7 ลำที่ศูนย์กลางการบินเบอร์ลิน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ควบคู่ไปกับการหั่นสัดส่วนเที่ยวบินทั้งหมด ของศูนย์กลางเศรษฐกิจดังกล่าวลงเกือบกึ่งหนึ่ง ในตารางการบินช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
สำหรับบุคคลทั่วไปสิ่งนี้อาจจะดูเหมือนข่าวสารปกติ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำตามฤดูกาลของการท่องเที่ยว ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์แล้ว นี่คือดัชนีชี้วัดและสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัด ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงแค่ในแง่โลจิสติกส์เท่านั้น หากแต่เป็นกรณีศึกษาและบทเรียนอันล้ำค่า ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐ โครงสร้างต้นทุน และ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ขั้นเด็ดขาด ที่ ทุกคนในโลกของการทำธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาอย่างจริงจัง
ก่อนที่เราจะไปถอดรหัสความคิดว่าเหตุใด Ryanair จึงทำถูก เราต้องย้อนกลับไปมองสิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาจากฝั่งเยอรมนี พบว่าทางสนามบินเบอร์ลินได้ดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักการตลาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงการฟื้นตัวหลังวิกฤตโรคระบาดเป็นต้นมา และยังมีแผนการที่จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 10% ที่กลายเป็นตัวเร่งให้คู่ค้าตัดสินใจย้ายฐานหนี
นอกจากปัจจัยภายในของสนามบินแล้ว การบริหารความเสี่ยง มาตรการภาษีของรัฐบาลเยอรมนี ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2019 โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บสูงถึง 15.50 ยูโรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน แถมยังมีมาตรการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการตรวจคนเข้าเมืองและรักษาความปลอดภัย จากเดิม 10 ยูโรพุ่งทะยานไปสู่ 20 ยูโรในเวลาอันสั้น รวมไปถึงค่าบริการจัดการวิทยุการบิน ที่ขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าอย่างน่าใจหาย
เมื่อองค์ประกอบด้านค่าใช้จ่ายทุกส่วนพร้อมใจกันพุ่งสูงขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ ยอดรวมผู้ใช้บริการเดินทางผ่านศูนย์กลางเบอร์ลิน เกิดความเสียหายเชิงตัวเลขอย่างน่าใจหาย จากเดิมที่เคยสูงถึง 36 ล้านคนในช่วงปี 2019 หดตัวลงมาเหลือเพียงตัวเลขที่น่าเป็นห่วง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่สูงมาก แต่สิ่งที่น่าตกใจและสร้างความฉงนให้กับนักวิเคราะห์คือ แม้ว่าความต้องการซื้อจะหดตัวลงอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตา ทางรัฐบาลและผู้บริหารสนามบินเยอรมนีกลับยังคง "เดินหน้าขึ้นราคาต่อไปอย่างไม่สนใจโลก" แทนการปรับลดราคาเพื่อดึงดูดใจคู่ค้าให้กลับมาใช้งาน
หากเราย้อนกลับไปพิจารณาหลักการเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น มีกฎพื้นฐานข้อหนึ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้นโดยไม่มีคุณค่าเพิ่ม ย่อมทำให้ผู้ซื้อหนีหาย กล่าวคือเมื่อคุณตัดสินใจยกระดับราคาให้สูงขึ้น ความต้องการซื้อและการเข้าใช้บริการของกลุ่มลูกค้าก็จะยิ่งดิ่งลงตามไปด้วย
ทว่าความผิดพลาดในกรณีของเมืองเบอร์ลินนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การลืมกฎเศรษฐศาสตร์พื้นฐานเท่านั้น หากแต่มันคือความสับสนและการหลงระเริงในอำนาจ "อำนาจในการผูกขาดตลาดในระยะสั้น" กับ "ความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาวของระบบนิเวศธุรกิจ"
กลุ่มทุนผู้บริหารอาจหลงคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า ว่าตนเองถืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าสายการบิน ซึ่งคิดว่าอย่างไรเสียสายการบินต่างๆ ก็จำเป็นต้องมาง้อ ทว่าในสมรภูมิการค้ายุคใหม่ที่ความคล่องตัวคือหัวใจของการอยู่รอด ผู้ประกอบการสามารถสั่งเคลื่อนย้ายทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนไปลงจอดในทำเลอื่นที่ต้อนรับพวกเขามากกว่า อำนาจการผูกขาดที่เคยภาคภูมิใจจึงกลายเป็นสิ่งที่มีความบางเบา
พฤติกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนกับพฤติกรรมของ เจ้าของอาคารพาณิชย์หรือทำเลให้เช่า ที่คอยแต่จะรีดไถและยกระดับค่าบริการรายเดือนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้สนใจสภาวะเศรษฐกิจหรือความสามารถในการจ่ายของคู่ค้า จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผู้เช่ารายใหญ่ที่สร้างรายได้หลัก ประกาศยกเลิกสัญญาและโยกย้ายฐานการผลิตไปยังทำเลที่ราคาถูกกว่า ในพื้นที่หรือทำเลทางเลือกใหม่ที่มีความคุ้มค่ามากกว่า สิ่งที่น่าเศร้าคือเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว
สำหรับผู้ที่มองเหตุการณ์อย่างผิวเผินอาจจะคิดว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้คือความพ่ายแพ้ของ Ryanair แต่ถ้าหากเราใช้เลนส์ของนักบริหารมืออาชีพมาจับจ้อง นี่คือตัวอย่างที่งดงามและคลาสสิกที่สุดของการ "การจัดสรรพอร์ตโฟลิโอทรัพยากรอย่างชาญฉลาด"
เป็นที่รู้กันดีว่าไรอันแอร์ไม่ใช่สายการบินที่ขับเคลื่อน ด้วยการคาดเดาหรือใช้อารมณ์ความรู้สึกเหนือเหตุผล หากแต่พวกเขามีระบบการคำนวณและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน และประสิทธิภาพของต้นทุนแฝงในระดับที่เข้มข้นที่สุด ดังนั้นเมื่อข้อมูลเชิงสถิติชี้ชัดและส่งสัญญาณว่า ตลาดเบอร์ลินไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุนอีกต่อไป ทางออกของพวกเขาจึงไม่ใช่การทนอยู่เพื่อรอคอยความเมตตาจากภาครัฐ หากแต่เป็นการโยกย้ายเครื่องบินและเม็ดเงินทุนไปสู่สมรภูมิที่คุ้มค่ากว่าทันที
ตัวเลขสถิติระบุว่าพวกเขามีการคาดการณ์ว่าจะสามารถ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับตัวเลข 149 ล้านคนในปี 2019 ควบคู่ไปกับการเปิดอัตรากำลังพลเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น เพื่อรองรับการขยายตัวของสถานีการบินที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่า นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทรัพย์สินและบุคลากรไม่ได้ลดน้อยลงเลย หากแต่เพียงแค่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม
ในกรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยทั่วไปนั้น เรามักจะได้รับการสั่งสอนให้มีความอดทนและมุ่งมั่นต่อสู้ ทว่าในหลายๆ สถานการณ์ของการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน การดันทุรังรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่คอยแต่จะรีดไถผลประโยชน์ มักจะกลายเป็นตัวเร่งความเสียหายและเป็นภาระที่กัดกินองค์กร และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายอย่างช้าๆ ของธุรกิจคุณเอง
ผู้นำทัพของไรอันแอร์ได้แสดงทัศนะไว้อย่างตรงไปตรงมา ได้สะท้อนความจริงใจผ่านประโยคเด็ดที่ว่า "เราไม่มีออปชันอื่น" เนื่องจากระบบไม่สามารถยอมรับการปรับขึ้นราคาซ้ำซ้อนบนฐานค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วได้อีก พร้อมทั้งตอกย้ำความล้มเหลวเชิงนโยบายของรัฐบาลเยอรมัน และเปิดเผยข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ Ryanair ก็ได้ทำการปิดฐานบิน ในหัวเมืองหลักของประเทศนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เยอรมนีต้องสูญเสียเครื่องบินไปถึง 13 ลำ สิ่งนี้คือบทเรียนสำคัญที่เตือนสติคนทำธุรกิจว่า: การฝืนใจจับมือกับพันธมิตรที่ดำเนินนโยบายขูดรีดผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพหรือความซื่อสัตย์ หากแต่เป็นพฤติกรรมทำลายตนเองและปล่อยให้องค์กรเสื่อมถอยลงไปในทุกๆ วัน
ประเด็นทางบัญชีที่เปี่ยมไปด้วยข้อคิดจากเหตุการณ์นี้คือ ค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่างๆ ไม่ได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นภายในชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ ภาษีสนามบินขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 10% ค่าธรรมเนียมความปลอดภัยเพิ่มอีกนิด ซึ่งหากเราพิจารณาแยกส่วนในแต่ละครั้งย่อมรู้สึกว่าเป็นตัวเลขที่ องค์กรยังพอที่จะบริหารจัดการและแบกรับไหวได้อยู่ แต่เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปแล้วลองทำการประเมินผลรวมทั้งระบบ จะพบว่าเม็ดเงินรวมที่สูญเสียไปนั้นขยายตัวขึ้นเป็นทวีคูณ
ในแวดวงนักบัญชีและที่ปรึกษาองค์กร มีคำจำกัดความเรียกพฤติกรรมนี้อย่างน่าสนใจว่า "ภัยเงียบจากการกัดเซาะอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง" ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายในระดับที่ลึกซึ้งกว่า เหตุการณ์ร้ายแรงที่เข้ามาแบบกระทันหันและเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากมันจะไม่ทำให้ระบบพังพินาศลงในวันเดียว ส่งผลให้ผู้บริหารและทีมงานส่วนใหญ่เลือกที่จะปรับตัว และแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าในแต่ละเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งที่อัตราการทำกำไรของบริษัทลดลงจนเข้าสู่ภาวะขาดทุน
ด้วยเหตุนี้ ข้อคิดสำหรับผู้ดำเนินธุรกิจในปัจจุบันคือ จำเป็นต้องกำหนดตารางเวลาอย่างสม่ำเสมอในรอบปีเพื่อ "การตรวจสุขภาพโครงสร้างต้นทุนอย่างเต็มระบบ (Cost Audit)" อย่ามองและประเมินเพียงแค่ว่าตัวเลขบัญชีในเดือนนี้ หรือดูเพียงแค่กระแสเงินสดหมุนเวียนชั่วคราวเท่านั้น แต่จงลงลึกไปถึงแก่นแท้ด้วยการตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า "แนวโน้มและพฤติกรรมต้นทุนของเราเป็นอย่างไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา?"
หนึ่งในอาวุธลับและจุดแข็งที่ทรงพลังที่สุดของสายการบิน Ryanair คือนโยบายการออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กรให้มีความคล่องตัวสูงสุด ซึ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนทิศทาง สะท้อนได้จากกลยุทธ์การบริหารจัดการฝูงบินที่เลือกใช้เครื่องบิน เพียงโมเดลรุ่นเดียวกันทั้งหมดทั่วทั้งองค์กรนั่นคือ Boeing 737 ซึ่งการควบคุมความหลากหลายทางวิศวกรรมนี้ส่งผลให้ ทำให้บุคลากรทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักบินหรือพนักงานบริการ สามารถเคลื่อนย้ายไปประจำการในฐานบินแห่งใหม่ทั่วโลก ได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและงบประมาณ สถาปัตยกรรมทางธุรกิจนี้จึงเอื้อประโยชน์ในด้านการปรับตัวอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ตัวเลขผลประกอบการในเบอร์ลินเริ่มส่งสัญญาณลบ ฝ่ายจัดการจึงสามารถประกาศคำสั่งราชการและขับเคลื่อน ปรับเปลี่ยนแผนที่การบินและย้ายพนักงานออกได้ทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปลดพนักงานหรือสร้างความขัดแย้งภายใน เนื่องจากระบบเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเลือกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ในการไปทำงานในฐานบินแห่งอื่นๆ ภายในเครือข่ายที่กำลังเติบโต
ในทางตรงกันข้าม หากเป็นองค์กรที่มีลักษณะการทำงานแบบเทอะทะ ที่งบประมาณและกระบวนการทำงานถูกยึดโยงอยู่กับ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ สัญญาท้องถิ่น หรือระบบงานที่ล้าสมัย ทำให้ทันทีที่เกิดสภาวะพลิกผันในแง่ของกฎหมายหรือพฤติกรรมลูกค้า องค์กรเหล่านั้นมักจะไม่สามารถปรับตัวได้ทันเวลาและต้องล่มสลายไป